4 สิ่งที่ไม่ควรละเลยหากอยากทาลิปสติกให้เรียวปากสวยดั่งใจ

สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเรามีเสน่ห์สวยโดดเด่นไม่น้อยหน้าไปกว่าคนอื่นๆ ได้ก็คือ การแต่งหน้านั่นเอง และการแต่งหน้าเราก็จะต้องเรียนรู้เทคนิคสำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่เทคนิคของการเขียนคิ้ว กรีดอายไลเนอร์ ทาอายแชโดว์ ปัดแก้มและการทาลิปสติก นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่สำคัญอีกมากมายหลายจุดที่สาวๆ ควรใส่ใจศึกษาเรียนรู้เอาไว้

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเคล็ดลับสำคัญเพื่อทำให้สาวๆ ทาลิปสติกออกมาสวยเด่นดั่งใจ การจะทาลิปสติกให้สวยนั้นไม่ใช่แค่การเลือกสีของลิปสติกให้สวยเข้ากับตัวเรา หรือใช้เทคนิคเด็ดใดๆ มากมายหรอกนะคะ เพราะบางทีเคล็ดลับสำคัญที่สาวๆ ทุกคนอาจจะมองข้ามไปก็คือการไม่ได้บำรุงผิวริมฝีปากก่อนทา หรือไม่ได้ใส่ใจเตรียมผิวริมฝีปากให้ดีก่อนนั่นเอง เคยไหมกับปัญหาลิปสติกที่ทาแล้วตกร่องเป็นประจำ สาเหตุก็เพราะริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยนั่นเองและนั่นก็ทำให้ทาลิปแล้วออกมาไม่สวย เพราะฉะนั้น ได้เวลาแล้วนะคะที่สาวๆ จะมาเคลียร์ผิว โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

2.1

1.สครับผิวริมฝีปากเป็นประจำ

เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เราทาลิปสติกออกมาสวยได้ก็คือ การเตรียมผิวริมฝีปากให้เนียนเรียบไร้รอยแตกเป็นขุยนั่นเอง เพราะผิวของคนเราไม่ว่าจะในส่วนของริมฝีปากก็ตาม มันย่อมมีเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วรอการผลัดออก ดังนั้น ปากเราจึงแห้งลอกเป็นขุยง่าย สาวๆ จึงควรสครับผิวริมฝีปากเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งหรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าปากเริ่มเป็นขุยๆ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้ทาลิปสติกแล้วตกร่องไม่สวยเรียบเนียน แถมเนื้อลิปยังไม่ติดทนนานอีกด้วย

สำหรับสูตรสครับผิวริมฝีปากทำได้ง่ายมากค่ะ เพียงใช้น้ำตาลทรายผสมกับวาสลีนเจลและน้ำผึ้ง จากนั้นนำมาสครับผิวริมฝีปากอย่างเบามือประมาณ 5 นาทีจากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วเช็ดออกเบาๆ ทำเป็นประจำ เพียงเท่านี้ผิวริมฝีปากก็จะเนียนเกลี้ยงสดใส แถมยังอมชมพูระเรื่อสวยสุขภาพดี เหมาะที่จะรองรับลิปสติกทุกเฉดสีแบบไม่มีพร่องอีกต่อไปได้อย่างแน่นอน2.2

2.บำรุงด้วยลิปบาล์มทุกครั้งที่ริมฝีปากแห้ง

หลังจากสครับผิวริมฝีปากเสร็จแล้ว หรือแม้แต่ทุกครั้งหลังจากล้างหน้าเสร็จ สาวๆ ก็ควรทาลิปบาล์มเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวริมฝีปากกันด้วยนะคะ และสามารถทาทุกครั้งตามที่ต้องการ โดยควรพกพาติดกระเป๋าออกจากบ้านไปด้วย เมื่อไรที่รู้สึกปากแห้งแตกก็หยิบขึ้นมาทาได้บ่อยๆ เลย เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากเนียนนุ่มอยู่ตลอดเวลาได้แล้วค่ะ2.3

3.ใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมของสารกันแดด

สาวๆ รู้มั้ยคะว่าแสงแดดนั้น นอกจากจะเป็นตัวการทำลายผิวพรรณหน้าตาให้หมองคล้ำได้แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้ผิวริมฝีปากแห้งกร้านและดำคล้ำยิ่งขึ้นได้ และเมื่อริมฝีปากดำคล้ำการเลือกสีลิปสติกมาทาริมฝีปากก็จะต้องเลือกเฉดสีได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว จึงควรเลือกลิปสติกหรือลิปบาล์มที่มีส่วนผสมจากสารกันแดดเป็นหลักเสมอ เพื่อช่วยป้องกันรังสี UV ไม่ให้มาทำลายผิวเรียวปากใสๆ ของเรามีอันหมองคล้ำดำขึ้นนั่นเองค่ะ คราวนี้ทาลิปสติกเฉดสีไหนก็จะออกมาสวยระเรื่อสมใจยิ่งขึ้นแล้วล่ะ

??????????????

4.ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอมีผลต่อผิวริมฝีปากโดยตรงเหมือนกันนะ เพราะเมื่อไรที่ร่างกายเราขาดน้ำ ผิวก็จะแห้งกร้าน รวมไปถึงริมฝีปากด้วย เพราะมันจะยิ่งแห้งลอกแตกเป็นขุยง่ายนั่นเอง ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอวันละ 8 – 10 แก้วค่ะ เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ผิวริมฝีปากก็จะสดใสอิ่มเอิบแลดูเปล่งปลั่งทุกครั้งที่ทาลิปสติก

อยากทาลิปสติกให้ออกมาสวย อย่าละเลย 4 สิ่งเหล่านี้กันนะคะ แล้วต่อไปเรียวปากของคุณก็จะสวยรองรับกับลิปสติกได้หลายเฉดสีแล้ว

เคล็ดลับทาลิปสติกให้สวยเนียนคมชัดอย่างติดทนนาน

สีสันหนึ่งของการแต่งหน้าที่เรียกเสน่ห์ให้สาวๆ ได้เป็นอย่างดีคงหนีไม่พ้นการทาลิปสติกเป็นแน่ เพราะสีของลิปสติกที่แต่งแต้มบนเรียวปาก ยิ่งหากสีสวยสดใสจะยิ่งทำให้ริมฝีปากโดดเด่นมากทีเดียว ว่าแต่สาวๆ คนไหนมีปัญหาทาลิปสติกแล้วสีซีดจางเร็วหรือเลือนลางในระหว่างวันเร็วกันบ้างไหมคะ หากคุณเองก็เคยประสบกับปัญหานี้อยู่บ่อยๆ ถ้าเช่นนั้น เราลองมาทำตามเคล็ดลับนี้กันดูสิ รับรองมันจะช่วยให้การทาลิปสติกติดทนนานตลอดวันมากขึ้นได้ค่ะ

1.1

เคลียร์ผิวริมฝีปากให้เนียนใสก่อนทาทุกครั้ง

ก่อนอื่นเราจะต้องเตรียมผิวริมฝีปากให้เนียนใสไร้ขุยลอกล่อนก่อนนะคะ ไม่เช่นนั้น เมื่อทาลิปสติกไปแล้วอาจจะทำให้เกิดการตกร่อง สีลิปยังออกมาไม่สวยอีกด้วย ทำให้คุณขาดความเป็นมืออาชีพในการแต่งหน้าไปซะสนิท แนะนำให้คุณสาวๆ เริ่มจากการสครับผิวริมฝีปากก่อนค่ะ เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออก โดยการใช้เกลือผสมกับน้ำมันจากธรรมชาติที่สามารถกินได้ เช่น น้ำมันอัลมอนด์หรือน้ำมันมะกอก เพียงนำส่วนผสมระหว่างเกลือและน้ำมันมาผสมกันแล้วสครับผิวเบาๆ เป็นประจำ ทำสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้วิธีง่ายๆ อีกวิธีหนึ่งคือ ให้ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มมาแปรงผิวริมฝีปากเบาๆ ทำทุกครั้งหลังจากแปรงฟันเสร็จค่ะ โดยเฉพาะทุกคืนก่อนนอน จากนั้นทาลิปบาล์มบำรุงความชุ่มชื้น เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวริมฝีปากเนียนเกลี้ยงสดใส พร้อมที่จะรองรับการทาลิปสติกให้ออกมาสวยติดทนนานแล้วค่ะ

1.2

เลือกเฉดสีของลิปสติกให้เหมาะสมกับสีผิวริมฝีปาก

การเลือกทาลิปสติกให้ออกมาสวย หลายคนอาจจะเลือกตามเทคนิคที่เข้ากับสีผิวของเรา ทว่าเดี๋ยวก่อนค่ะ จริงๆ แล้วเราต้องเลือกเฉดสีให้เข้ากับสีผิวริมฝีปากต่างหาก มาดูกันนะคะว่าสาวสีผิวแบบใดเหมาะกับลิปสติกเฉดสีใดบ้าง

– สาวที่มีผิวริมฝีปากค่อนข้างซีด เหมาะสมกับลิปสติกสีแดงเชอร์รี่หรือแดงคอรัล
– สาวที่มีริมฝีปากเป็นสีแดงในแบบธรรมชาติ เหมาะสมกับลิปสติกสีฮ็อตพิงก์ ส้มหรือแดงแครนเบอร์รี่
– สาวที่มีริมฝีปากดำคล้ำ เหมาะสมกับสีแดงอิฐหรือแดงเบอร์กันดี

1.4

Tip เด็ด! เคล็ดลับทาลิปสติกให้ติดทนยิ่งขึ้น

สำหรับเคล็ดลับในการทาลิปสติกให้ติดทนนานยิ่งขึ้น วิธีคือหลังจากที่ทาลิปสติกชั้นแรกเสร็จแล้วไปหนึ่งรอบก็ให้นำกระดาษทิชชู่มาซับผิวริมฝีปาก แล้วทาลิปสติกสีเดิมซ้ำลงไปอีกครั้ง การทาลิปสติกครั้งแรกก็คือการลงเบสส่วนครั้งที่สองที่เราทาซ้ำก็คือ การปกป้องชั้นเบสนั่นเอง วิธีนี้จะยิ่งทำให้ทาลิปสติกออกมาแล้วได้สีสันที่คมชัดมากยิ่งขึ้น และยังทำให้สีของลิปสติกติดทนนานตลอดวันแบบไม่มีพร่องง่ายดายอีกด้วย

สาวๆ คนไหนที่อยากจะทาลิปสติกให้สวยเนียนคมชัดและติดทนนานตลอดวัน บอกเลยค่ะว่า 3 คำแนะนำที่เราหยิบมาฝากกันนี้จะช่วยอย่างได้ผลแน่นอน ไม่เชื่อ…ต้องรีบลอง!

มองหาผ้าคลุมเตียง ชุดเครื่องนอน ร้านนี้เลยจร้า คลิก

ผ้าคลุมเตียง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งอัณฑะ

ถึงแม้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมา จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งอัณฑะน้อยรายต่อปี แต่ถึงอย่างไร โรคร้ายชนิดนี้ก็ยังคงสามารถคร่าชีวิตคนหลายต่อหลายคนไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่จะต้องตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็งอัณฑะ ที่แน่นอนเลยก็คือกลุ่มเพศชายที่อยู่ในช่วงวัย 15 – 35 ปี และถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยน้อยรายที่ต้องเสี่ยงชีวิตไปกับโรคมะเร็งอัณฑะ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มนุษย์เราทุกคนก็ไม่ควรที่จะประมาท โดยเฉพาะโรคร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ คน หากเราคิดที่จะรักชีวิตให้มากยิ่งขึ้น หันมาดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น เฝ้าระวังสุขภาพร่างกายทุกสัดส่วนของตนเองยิ่งขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้ย่อมที่จะนำพาเราให้ห่างไกล จากโรคภัยต่าง ๆ ได้ หรือแม้กระทั่งโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งโดยตรง เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจึงขอนำเสนอข้อมูลหรือเรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับโรคมะเร็งอัณฑะ ยิ่งถ้าหากคุณรับรู้เรื่องราวของโรคมะเร็งอัณฑะมากเท่าไหร่ คุณก็สามารถที่จะห่างไกลจากโรคนี้ได้มากเท่านั้น

ผู้ที่ต้องเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ

ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัว ที่ตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็งอัณฑะ ผู้นั้นอาจจะเกิดอัตราเสี่ยงสูง ต่อการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าหากใครมีสมาชิกในครอบครัว ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ก็ควรที่จะระวังและรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีที่สุด ตลอดจนกระทั่งควรพบแพทย์อย่างเป็นประจำ เพื่อตรวจสุขภาพร่างกายอย่างต่อเนื่อง

Happy senior citizen having a casual small talk with the friendly doctor

Happy senior citizen having a casual small talk with the friendly doctor

ผู้ที่มีอัณฑะไม่เลื่อนลงถุงอัณฑะ

สำหรับผู้ป่วยที่มีสภาวะผิดปกติทางด้านร่างกายตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะสภาวะผิดปกติทางด้านอัณฑะโดยตรง โดยที่อัณฑะไม่เลื่องลงถุงอัณฑะ และยังคงค้างอยู่ในช่องท้องหรือแม้กระทั่งขาหนีบ อาจจะต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะด้วยเช่นเดียวกัน

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะต้องพบเจอกับสภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะต้องพยายามรักษาสุขภาพร่างกายของตนเอง และระวังเรื่องโรคมะเร็งอัณฑะร่วมด้วย

ลักษณะและอาการ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะพบว่าตนเองมีก้อนแข็ง ๆ ที่อัณฑะ แถมยังคงมีลักษณะโตเร็วและก้อนใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เพียงแค่ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกเจ็บปวดที่อัณฑะแบบตื้น ๆ หรือมีอาการปวดแบบหน่วง ๆ และอาจจะมีอาการปวดตรงช่องท้องน้อยล่าง หรือขาหนีบร่วมด้วย โดยที่บางครั้ง ผู้ป่วยอาจจะมีเลือดออกปนในน้ำอสุจิ หรือมีอาการนมโตและรู้สึกเจ็บนม เป็นต้น

ในส่วนของเรื่องน่ารู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งอัณฑะ นับได้ว่ายังมีอยู่อีกมากมาย ยิ่งถ้าหากทุก ๆ คนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะคุณผู้ชายทุกคน ที่อาจจะต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอัณฑะโดยตรง หากคุณผู้ชายหันมาให้ความสำคัญ และพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งอัณฑะมากยิ่งขึ้น รับรองเลยว่าคุณผู้ชายทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์จากข้อมูลหรือเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดนี้อย่างแน่นอน

มะเร็งเม็ดเลือดขาว มัจจุราชเงียบเฉียบพลัน

คุณเคยดูหนังดูละครกันไหมแล้วเคยร้องไห้ท่วมจอกันหรือเปล่าเมื่อได้เห็นฉากการตายสุดแสนรันทดของนางเอกละครที่คุณรักต้องจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่ยังอายุน้อยในอ้อมกอดของพระเอกเสมอๆ เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวคืออะไรแล้วทำไมบรรดานางเอกถึงได้ฮิตเป็นกันจัง วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจัดได้ว่าเป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยเช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่นอนแต่จากการศึกษาพบว่าน่าจะมาจากหลายสาเหตุร่วมกันทั้งปัจจัยด้านพันธุกรรม  การได้รับสารกัมมันตภาพรังสีในปริมาณสูง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมีหลายชนิดแต่สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้  2 ประเภท คือประเภทเฉียบพลันและประเภทเรื้อรัง

4.1

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทเฉียบพลัน

เป็นประเภทที่มีความรุนแรงสูง ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากไขกระดูกสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติออกมาเป็นจำนวนมาก   เซลล์เม็ดเลือดขาวเหล่านี้มีรูปร่างและการทำงานที่ผิดปกติกล่าวคือนอกจากจะไม่ทำหน้าที่จับเชื้อโรคอย่างเช่นเซลล์เม็ดเลือดขาวทั่วๆไปแล้วยังทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นปกติมีปริมาณลดน้อยลงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย  ผู้ป่วยจะมีอาการหน้ามืด เวียนศรีษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง เหนื่อยง่าย  เกิดสภาวะซีดอันเนื่องมาจากโลหิตจาง อาจบวมหน้าหรือเท้า ติดเชื้อง่าย  เกล็ดเลือดต่ำลงส่งผลให้มีเลือดออกตามไรฟันและผิวหนัง มีจุดเลือดเป็นจ้ำตามตัว มีไข้สูงและมักเป็นๆหายๆบ่อยกว่าคนทั่วไป

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทเรื้อรัง

เป็นประเภทที่มีความรุนแรงน้อยกว่าประเภทเฉียบพลัน เนื่องจากไขกระดูกยังสามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้  อาการที่ปรากฏจะไม่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่จะม้ามโต น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทเรื้อรังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์อย่างเช่นประเภทเฉียบพลันและผู้ป่วยก็มีโอกาสหายขาดมากกว่าอีกด้วย

มะเร็งเม็ดเลือดขาวจะไม่มีการจัดเป็นระยะเหมือนโรคมะเร็งชนิดอื่นแต่แพทย์จะแบ่งตามระดับความรุนแรงตั้งแต่รุนแรงปานกลางไปจนถึงรุนแรงสูง การรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

4.2

                วิธีการรักษา

เป้าหมายของการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การลดจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีความผิดปกติลงและฟื้นฟูการสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติ วิธีการรักษาหลักๆมีอยู่ 3 วิธี

  1. การทำเคมีบำบัด
  2. การใช้รังสี
  3. การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

ในการรักษาโดยการทำเคมีบำบัดนั้นจะมีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้  อาเจียน  ผมร่วง ส่วนการใช้รังสีรักษาจะมีผลข้างเคียงตรงบริเวณผิวหนังที่ทำการฉายรังสีคือผิวบริเวณดังกล่าวจะแห้งและคัน ส่วนวิธีการรักษาโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นี้เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดจากโรคสูง  วิธีการคือการนำเอาสเต็มเซลล์ที่มีผู้บริจาคให้มาปลูกถ่าย ซึ่งในการบริจาคสเต็มเซลล์นี้ผู้ที่มีจิตป็นกุศลสนใจจะบริจาคก็สามารถบริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติหรือสภากาชาดไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางรับลงทะเบียนอาสาสมัครบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคโลหิต ผู้ที่บริจาคจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแต่จะมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวน 3,000 บาท เพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์หาเนื้อเยื่อความเข้ากันได้ให้กับผู้ป่วย 1 ราย ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่สูง แต่เมื่อเทียบกับการได้ต่อชีวิตต่อลมหายใจของคนนับว่าเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมียการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญโดยต้องใส่ใจกับอาหารที่รับประทานเป็นพิเศษ  อาหารที่รับประทานต้องสะอาดถูกสุขอนามัย งดรับประทานอาหารจำพวกขนมปังซึ่งอาจจะมีเชื้อราปะปนอยู่  ไม่รับประทานผักสดและผลไม้สดอาหารที่รับประทานจะต้องผ่านความร้อนก่อนเสมอ  ทั้งนี้ก็เพราะจากการที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำร่างกายจะไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคใดๆได้เลย อาหารจึงต้องมีแบคทีเรียปะปนให้น้อยที่สุดเพื่อลดภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนจากการรับประทานอาหาร

เป็นอย่างไรกันบ้างคะหลังจากได้อ่านสาระความรู้เรื่องโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่นำมาฝากกัน  อาจจะดูเหมือนเป็นโรคที่มีความร้ายแรงมากแต่ถ้าผู้ป่วยใจสู้เสียอย่างยังไงก็มีทางเอาชนะได้ค่ะสำหรับผู้ที่กำลังป่วยก็ขอมอบกำลังใจขอให้เข้มแข็งและหายจากอาการป่วยได้ในเร็ววันนะคะ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งไต

โรคมะเร็งไต นับได้ว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งนับได้ว่าเป็นภัยเงียบที่มีผู้คนรู้จักโรคนี้น้อยมาก และส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีใครนึกถึงโรคนี้เสียเท่าไหร่นัก เพราะในปัจจุบันหากเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ โรคมะเร็งไตยังคงมีผู้ป่วยน้อยราย ที่จะต้องพบเจอกับอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้  แต่สำหรับอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งไตนั้น นับได้ว่ายังคงหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งชนิดนี้อย่างชัดเจนไม่ได้ แต่อย่างน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ มักจะตกอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ และค้นพบสารเคมีต่าง ๆ ภายในร่างกาย จนกระทั่งก่อให้เกิดโรคมะเร็งไตภายในร่างกายโดยตรง ส่วนข้อมูลหรือความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็งไตนั้น มีดังนี้ค่ะ

3.1

โรคมะเร็งไตในเด็ก

โรคมะเร็งไตในเด็ก  นับได้ว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ที่พบได้น้อยมาก และเนื่องจากเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ มักจะค้นพบความเสี่ยงน้อยต่อการเป็นโรคมะเร็งไต เพราะฉะนั้น ถ้าหากพบเจอเด็ก ๆ ที่ต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งไต โดยที่ไม่สามารถค้นหาสาเหตุได้อย่างแน่ชัด คงต้องยกเหตุผลที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งไตแก่เด็ก ไปในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย โดยมีความเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมา กลับค้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้ ซึ่งเป็นเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ทำให้แพทย์ระบุอย่างชี้ชัด ว่าโรคมะเร็งไตสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กเล็กอีกด้วย

โรคมะเร็งไตในผู้ใหญ่

สำหรับโรคมะเร็งไตในผู้ใหญ่ มักจะค้นพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุประมาณ 60-70 ปี ซึ่งโรคมะเร็งชนิดนี้ นับได้ว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยในกลุ่มที่สูบบุหรี่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังคงมีกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์ได้ตรวจพบเจอกับสารเคมีชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแคดเมียม ไตรคลอโรเอทิลีน หรือแม้กระทั่งแอสเบสตอส ซึ่งถ้าหากสารต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ในร่างกายของผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องตกเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งไตได้ในที่สุด

โรคมะเร็งไตพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

จากสถิติของผู้ป่วยโรคมะเร็งไต กลับทำให้ค้นพบว่า ผู้ป่วยที่จะต้องพบเจอกับอัตราความเสี่ยงสูง ต่อการเป็นโรคมะเร็งไตนั้น มักจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิงนั่นเอง

สำหรับความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งไต นอกจากข้อมูลในเบื้องต้นที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังคงมีข้อมูลนอกเหนือจากนี้อีกมากมาย ซึ่งผู้ที่เกิดความสนใจและอยากจะทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งไต สามารถทำการค้นหาข้อมูลได้ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งในกรณีของผู้ที่สนใจและได้ทำการติดตามข้อมูลอย่างถ่องแท้ มักจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ศึกษาข้อมูลเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

กระบวนการรักษาโรคมะเร็งกระดูก

การเกิดเซลล์มะเร็งที่กระดูก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากต่อการรักษา เนื่องจากกระดูกนับได้ว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของผู้ป่วย อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของโรคมะเร็ง เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องพบเจอกับอาการเจ็บปวดกระดูกอย่างต่อเนื่อง แต่โชคดีที่ว่าในช่วงระยะแรกเริ่มของการเป็นโรคมะเร็งกระดูก ผู้ป่วยจะยังคงมีอาการทรงตัว และอยู่ในระยะที่อาการเจ็บปวดยังคงอยู่ในลักษณะที่ผู้ป่วยสามารถทนได้

เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ป่วยยังคงทำกิจกรรมหรือกิจวัตรประจำวันได้เช่นเดิม แต่เมื่อระยะผ่านไปไม่นาน หากผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษา เซลล์มะเร็งจะเริ่มลุกลามไปตามอวัยวะอื่น ๆ ภายในร่างกาย และในระหว่างที่เซลล์มะเร็งกำลังลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้ป่วยก็จะมีอาการแย่ลง พร้อมทั้งความเจ็บปวดก็จะมีมากขึ้นจนเป็นลักษณะการเจ็บปวดที่ทรมาน ส่วนทางด้านกระบวนการรักษาโรคมะเร็งกระดูก มักจะมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

2.1

1.การตรวจวินิจฉัยเพื่อคัดกรองโรค

ในช่วงแรก หากผู้ป่วยมีอาการที่ไม่แน่ใจ หรือขัดข้องหมองใจ พร้อมทั้งเกิดอาการสงสัยว่าตัวเองจะต้องเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งกระดูก ทางที่ดีที่สุดคือ ผู้ป่วยจะต้องหาเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน ซึ่งแพทย์จะทำหน้าที่ในการวินิจฉัยและตรวจอย่างละเอียด เพื่อที่จะทำการคัดกรองโรคมะเร็งกระดูกให้กับผู้ป่วยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ หรือตรวจชิ้นเนื้อของผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งแพทย์จะทำการสแกนกระดูกของผู้ป่วย เพื่อค้นหาโรคที่แท้จริงของผู้ป่วยนั่นเอง

2.เมื่อผลออกมาว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูก

หากผลของการตรวจในครั้งนี้ ปรากฏว่าผู้ป่วยต้องพบเจอกับความโชคร้าย และตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็งกระดูกอย่างแน่ชัด ผู้ป่วยจะต้องเข้าปรึกษาแพทย์อีกครั้ง ซึ่งแพทย์จะวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยทุกขั้นตอน เพื่อที่จะค้นหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วย

3.กระบวนการรักษาด้วยเคมีบำบัด

หากผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้ป่วยจะต้องมีกำลังใจที่เปี่ยมล้น พร้อมทั้งต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยในทุก ๆ ระยะ ว่ามีความพร้อมต่อการเข้ารับการรักษาจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยพร้อม แพทย์ก็จะเริ่มดำเนินการรักษาให้กับผู้ป่วยแบบไม่รีรอ

4.กระบวนการผ่าตัดกระดูก

นอกจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดแล้ว แพทย์อาจจะทำการรักษาให้กับผู้ป่วย ด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกส่วนที่เป็นโรคมะเร็งออกไป ซึ่งทางผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเซลล์กระดูกส่วนใหญ่ มักจะมีชีวิตอยู่รอดได้ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีเท่านั้น หากแพทย์ได้ทำการวินิจฉัยและทำการรักษาให้กับผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ กระบวนการรักษาโรคมะเร็งกระดูก ผลของการรักษานั้น จะต้องขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็งกระดูกแต่ละชนิดด้วย อีกทั้งยังคงมีระยะของโรคที่แพทย์ได้พบเจอ ว่าผู้ป่วยกำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งในระยะไหน และต้องทำการรักษาในรูปแบบไหน นั่นเอง

7 วิธีดูแลตัวเองให้ไกลจากมะเร็งในแบบพื้นฐานง่ายๆ

จริงอยู่ที่โรคมะเร็งเราจะไม่สามารถหาวิธีป้องกันได้ แต่หากเราดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอหรือดูแลตัวเองในแบบพื้นฐานให้เหมาะสมถูกต้องก็สามารถห่างไกลจากการเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน อยากรู้กันไหมคะว่าเราควรดูแลสุขภาพอย่างไรให้ไกลมะเร็ง หากพร้อมแล้ว รีบมาติดตามดังนี้เลยค่ะ

1.1

1.กินอาหารที่มีประโยชน์ทุกวัน

ใครที่กลัวเป็นมะเร็งคุณรู้ไหมคะว่าพฤติกรรมการกินอาหารนี่แหละที่จะทำให้เราเป็นโรคร้ายนี้ได้ เพราะหากเรากินอาหารขยะ กินอาหารผิดๆ ที่ไม่มีประโยชน์ก็ย่อมนำมาซึ่งโรคร้ายและก่อให้เกิดเซลล์ที่ผิดปกติจนกลายมาเป็นมะเร็งในที่สุดได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น อาหารต้านมะเร็งหลายชนิดจึงมักอยู่ที่ผักผลไม้สีเข้มๆ นั่นเอง ยิ่งเน้นกินผักใบเขียวหรือผักสีเข้มมากๆ ยิ่งดีเลยล่ะ และควรกินทุกวันด้วยนะคะ ผักผลไม้เหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงค่ะ มันจะช่วยต่อต้านการเกิดเซลล์ผิดปกติและชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ ทั้งยังสามารถต้านเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

2.กินสมุนไพรบ้าง

นอกจากผักผลไม้แล้ว เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าอาหารดีๆ อย่างสมุนไพรไทยนั้นก็มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งเช่นเดียวกัน เช่น ขิง ข่า พริก พริกไทย หอมและกระเทียม เป็นต้น รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมหยิบเอาผักต่างๆ เหล่านี้มาปรุงเมนูอาหารแสนอร่อยของคุณกันบ้างนะคะ

1.2

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อสารมะเร็ง

อาหารที่อาจก่อให้เกิดสารพิษในร่างกายล้วนแล้วแต่จะก่อเซลล์มะเร็งตัวดีเลยล่ะ เช่น อาหารหมักดอง อาหารกระป๋องที่มักมีสารสังเคราะห์ต่างๆ บรรจุมาด้วย อาหารที่ต้องอุ่นด้วยไมโครเวฟ อาหารจากกล่องโฟมและอาหารปิ้งย่าง เป็นต้น อาหารเหล่านี้เมื่อกินบ่อยๆ ย่อมนำโอกาสของเกิดเป็นมะเร็งมาสู่ร่างกายคุณแน่นอน ดังนั้น รู้แล้วรีบเลี่ยงกันดีกว่าเนอะ

4.ดื่มน้ำสะอาดมากๆ

น้ำสะอาดเราควรดื่มวันละ 8 – 10 แก้วค่ะ เพราะน้ำนั้นมีส่วนทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ปกติ รักษาสมดุลของร่างกายและยังทำให้เซลล์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ร้าย นอกจากนี้ น้ำยังมีส่วนในการขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย เมื่อดื่มน้ำมากๆ ยังช่วยชะล้างของเสียออกจากปัสสาวะและทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานคล่องตัวทุกวัน จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ด้วย

1.3

5.ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้เราได้ค่ะ เพื่อนๆ จึงควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 4 วันๆ ละประมาณ 30 – 40 นาที เป็นอย่างน้อย หากทำได้ตามนี้ รับรองสุขภาพดีห่างไกลจากโรคร้ายทุกโรคได้แน่นอน

6.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดการซ่อมแซมตัวเอง ส่วนที่สึกหรอก็จะได้รับการฟื้นฟูให้แข็งแรงและกลับมาเป็นปกติขึ้น แน่นอนค่ะว่ามันจะป้องกันไม่ให้เซลล์ร้ายเข้ามาเยือนได้ง่ายอีกด้วย แต่จะต้องเข้านอนไม่ดึกเกินไปนะคะ นอนสักประมาณ 4 ทุ่มนับว่ากำลังดีค่ะ

1.4

7.ไม่เครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่างๆ อีกมากมาย เรียกว่ามันเป็นตัวการของการเกิดโรคร้ายได้ดีทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ คนไหนไม่อยากเครียดกันล่ะก็ แนะนำให้หันมาปล่อยวาง ทำใจให้สบาย อาจจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ เล่นโยคะ อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบเป็นการผ่อนคลายตัวเอง เมื่อไม่เครียดร่างกายก็จะไม่เจ็บป่วยง่ายและฮอร์โมนยังทำงานปกติ แถมยังเป็นการห่างไกลจากโรคมะเร็งร้ายได้ด้วยนั่นเอง

จะเห็นได้ว่านี่คือวิธีการดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้ายได้ดีทั้งสิ้นเลยล่ะ เพื่อนๆ คนไหนที่กลัวแม้แต่จะเป็นโรคมะเร็ง บอกได้เลยว่าทำตามนี้แล้วแม้แต่มะเร็งก็จะไม่กล้ามาเยือนง่ายแน่นอน

 

ข้อคิดดีๆ ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ

สาวๆ หลายคนที่มีรูปร่างอ้วน มีพุงย้วย ยื่นออกมาก นอกจากจะสร้างความไม่มั่นใจให้แล้ว ยังอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ด้วย เพราะไขมันที่สะสมอยู่ที่หน้าท้องนำมาซึ่งโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงโรคมะเร็งได้อีกด้วย ดังนั้นหลายๆ คน จึงพยายามลดน้ำหนัก ลดพุง แต่ก็ยังไม่สำเร็จสักที วันนี้เราเลยนำเทคนิคที่จะช่วยให้ลดพุงได้ภายใน 1 เดือนมาฝากกันค่ะ

20.

ตั้งใจ เมื่อใดที่คุณมีความตั้งใจและมุ่งมั่น ที่จะทำในสิ่งที่ต้องปฏิบัติในการลดน้ำหนักแล้ว ความตั้งใจนั้นก็เท่ากับเป็นก้าวแรกของความสำเร็จแล้วล่ะค่ะ

ตั้งเป้าหมาย เมื่อตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพแล้ว ก็ต้องมีการตั้งเป้าหมาย ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับการเดินทางที่ไร้จุดหมายปลายทาง โดยเริ่มต้นให้คุณจดบันทึกน้ำหนักตัวและรอบเอว และตั้งเป้าหมายที่คิดว่าเป็นไปได้ แต่ต้องไม่ต้องเป้าหมายที่สูงมากเกินไปนัก เพราะจะทำให้คุณเครียดและไม่มีความสุขกับการลดน้ำหนักในครั้งนี้ค่ะ

ลงมือทำ  คุณควรปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อเอื้อต่อการลดน้ำหนัก โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมในเรื่องของอาหารการกิน และมีการกินที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ

สิ่งสำคัญคือ คุณควรคิดก่อนที่จะกินอะไร และอย่ากินตามใจตัวเอง เมื่อตั้งใจจะลดน้ำหนักจริงๆ ต้องเริ่มเลือกของกิน หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน ขนมขบเคี้ยวที่เคยชื่นชอบ ควรงดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลต รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยค่ะ

พิชิตความอ้วน ด้วยวิธีธรรมชาติ

ความอ้วนนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้สาวๆ หลายๆ คนหวาดกลัว และเป็นกังวลอย่างมาก เพราะความอ้วนนั้น นอกจากจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการแต่งตัว และยังนำมาซึ่งโรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความดัน เบาหวน หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจ และการที่คุณจะสามารถพิชิตความอ้วนได้ สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ ต้องรู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความอ้วนได้บ้าง และเมื่อพบแล้วก็หาวิธีหลีกเลี่ยง และจัดการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดความอ้วนขึ้นได้ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ในการพิชิตความอ้วนด้วยวิธีธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

19.

ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และงดไขมัน เพราะไขมันทุกรูปแบบล้วนให้พลังงานสูง โดยไขมันสามารถให้พลังงาน ได้มากเป็น 2 เท่าของ คาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่เท่ากัน งดรับประทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง และหันมาทานผักและผลไม้ให้มากๆ ผลไม้ควรเลือกทานที่ให้พลังงานต่ำ เช่น มะม่วง ฝรั่ง แตงโม ชมพู่ และดื่มน้ำส้มให้มากๆ เพราะวิตามินซีที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ แล้วหากสาวคนไหนรับประทานส้มเป็นผลด้วย ก็จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีอีกด้วยค่ะ เพราะส้มจะมีเส้นใยธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มได้นาน ในมื้อเช้าคุณควรเลือกรับประทานอาหารจำพวกธัญพืชชนิดที่ให้ไขมันต่ำ เพราะธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยอย่างช้าๆ เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น และที่สำคัญควรหาเวลาให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว หรือได้เหงื่อบ้าง ถ้าหากมีเวลามากพอก็ให้หาเวลาไปออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การเดิน หรือเล่นกีฬา เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

การพิชิตความอ้วนด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ นี้ จะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจลดน้ำหนักอย่างจริงจัง คนจะประสบความสำเร็จในการพิชิตความอ้วนอย่างแน่นอนค่ะ

อยากผอมด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

ความอ้วน นอกจากจะทำให้รูปร่างภายนอกดูน่าเกลียด ไม่สวยแล้ว ยังมีผลร้ายต่อภายในร่างกายอีกด้วย เพราะถ้าน้ำหนักตัวยิ่งมาก ยิ่งทำให้ร่างกายรับน้ำหนักตัวมากขึ้น ซึ่งมีผลร้ายต่อไขข้อต่างๆ ของร่างกาย และอาจก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดตีบตัน เพราะฉะนั้นทางที่ดีคุณควรป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคอ้วนจะดีกว่าค่ะ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ สำหรับคนอยากผอมด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม มาฝากกันค่ะ

18.

  1. ควรงดอาหารที่เป็นแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมัน แต่หันมารับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชให้มากๆ ที่สำคัญควรทานเฉพาะผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 1 วันต่อสัปาดาห์ค่ะ
  2. ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อควรดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก่อนสัก 1 แก้ว เพื่อจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็ว และรับประทานอาหารได้น้อยลงอีกด้วยค่ะ
  3. ควรงดรับประทานอาหารมื้อเย็นหรืออาหารที่เป็นแป้ง เปลี่ยนมารับประทานเป็นพวกผักหรือผลไม้แทน และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีความมัน หรือความหวาน ในมื้อเย็นด้วยค่ะ
  4. เคี้ยวอาหารช้าๆ เพราะการเคี้ยวอาหารเที่เร็วเกินไปจะทำให้คุณกินอาหารได้มากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้ดูดซึมอาหาร จึงทำให้กินเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้สึกอิ่มสักที
  5. คุณควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน การวิ่ง เป็นต้น และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์และควรปฏิบัติเป็นประจำด้วยค่ะ

คุณสาวๆ ลองนำไปปฏิบัติตามกันดูนะคะ  ถ้าปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอรับรองเห็นผลอย่างแน่นอนค่ะ